โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เชี่ยวชาญในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้การเรียนการสอนทั้งภาษาไทยและโปรแกรมการเรียนภาษาอังกฤษในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย

จากบทความเรื่อง How Can Research on the Brain Inform Education
ใน Class Room Compass V2N2
www.sedl-scimstclassroom.compass.htm

การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง ข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษา
1. สมองทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกันการเรียนรู้จะเพิ่มขึ้นหากมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ไปด้วยการกระตุ้นที่หลากหลาย 1. เสนอเนื้อหา โดยใช้ยุทธวิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมอุดมทางกายภาพการจัดปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม การใช้ศิลปะและดนตรีเข้าช่วย เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์อย่างเหลือเฟือ
2. การเรียนรู้ ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพทั้งหมดของผู้เรียน การมีวุฒิภาวะตามวัย ความสะดวกสบายทางร่างกาย และการอยู่ในสภาพอารมณ์ที่ดี มีผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน 2. ตระหนักว่า เด็กแต่ละคนเติบโตในอัตราที่แตกต่างกัน อายุตามปี ปฏิทินไม่ได้สะท้อนว่านักเรียนทุกคนจะมีความพร้อมในการเรียนเท่ากันเสมอไป ต้องผนวกเอาความรู้และการปฏิบัติ เรื่องสุขภาพทั้งกายและใจ (การกินอาหารที่ดีการออกกำลังกาย การรู้จักลดความเครียด) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
3. สมองนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อแสวงหาความหมายของสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ความอยากรู้อยากเห็นของจิตใจ จะได้รับการสนองตอบอย่างเต็มเปี่ยมจากการท้าทายที่ซับซ้อนและมีความหมาย 3. พยายามทำให้บทเรียนและกิจกรรมกระตุ้นความสนใจในการหาความหมายของจิตใจ
4. สมองถูกออกแบบมาให้มองเห็นและคิดอะไรออกมาเป็นชุดของแบบแผน (Patterns) 4. เสนอข้อมูล ภายในบริบทใดบริบทหนึ่ง (เช่น วิทยาศาสตร์ของชีวิตจริงบทจริงที่มีแนวเรื่อง) เพื่อที่ผู้เรียนจะสามารถบ่งชี้ชุดของแบบแผน(Pattern) ได้ และสามารถเชื่อมต่อกับประสบการณ์ก่อนหน้านี้ของเขาได้
5. อารมณ์ และการเรียนรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล (Cognition) ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ข้อมูลที่เร้าอารมณ์นั้นช่วยให้สมองของเราเก็บข้อมูลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างสำคัญ 5. สร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียนและครูมีทัศนคติในทางบวกเกี่ยวกับการเรียนการสอนสนับสนุนให้นักเรียน ตระหนักในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาและตระหนักว่า อารมณ์นั้นมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของพวกเขา ครูที่มีอารมณ์ดี และมีอารมณ์ขันจะสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี
6. สมองทั้งมองเห็นและสร้างส่วนย่อย (Parts)สรรพสิ่ง (Wholes) ในเวลาเดียวกัน 6. พยายามอย่าสอนข้อมูลเป็นและองค์รวมของเรื่องๆ โดยไม่เชื่อมโยงกับบริบทใหญ่ การสอนแบบแยกส่วนทำให้การเรียนรู้เข้าใจยาก ควรออกแบบกิจกรรมที่ต้องการให้สมองทั้งสมอง ได้มีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารถึงกันและกัน
7. การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับทั้งการเพ่งเล็งความสนใจไปจุดที่เฉพาะเจาะจงและการรับรู้ของประสาทสัมผัสต่างๆ อย่างรอบด้าน 7. วางสื่อการเรียนรู้ (โปสเตอร์ งานศิลปะ กระดานข่าวดนตรี) ไว้รอบห้องเพื่อให้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ทางอ้อม ควรตระหนักว่าความกระตือรือร้นของครูการทำตัวเป็นแบบอย่างและการชี้แนะ (Coaching) เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียน
8. การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตสำนึกและอย่างไร้จิตสำนึก 8. ใช้เทคนิคการจูงใจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงของบุคคล สนับสนุน “กระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น” ผ่านการสะท้อนกลับและการรู้จักความคิดของตัวเอง(Metacognition) เพื่อช่วยให้นักเรียนได้สำรวจการเรียนรู้ของตัวเขาเองอย่างมีจิตสำนึก
9. เรามีความจำอย่างน้อย 2 แบบ คือ 1). ความจำแบบเชื่อมโยงมิติ / ระยะ (Spatial) ซึ่งบันทึกประสบการณ์ประจำวันของเรา2). ความจำแบบท่องจำ ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและทักษะแบบแยกส่วน 9. การสอนข้อมูล และทักษะโดยไม่สัมพันธ์กับประสบการณ์ก่อนหน้านี้ของผู้เรียน บังคับให้ผู้เรียนต้องพึ่งพาการจำแบบท่องจำ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสอนแบบให้นักเรียนท่องจำเป็นส่วนๆ เพราะมันมองข้ามด้านส่วนตัวของผู้เรียน และบางทีจะเป็นผลเสียต่อการพัฒนาความเข้าใจในภายหลังด้วย
10. สมองจะเข้าใจได้ดีที่สุด เมื่อข้อมูลและทักษะแฝงฝังอยู่ในความจำแบบเชื่อมโยงมิติ/ระยะที่เป็นไปโดยธรรมชาติ 10. ใช้เทคนิคที่สร้าง หรือเลียนแบบประสบการณ์จริงของโลก และใช้ประสาทสัมผัสที่หลากหลาย เช่น การสาธิต การทำโครงการ การอุปมาอุปมัย
11. การเรียนรู้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการท้าทายและถูกขัดขวางเมื่อมีการคุกคาม 11. พยายามสร้างบรรยากาศ“ตื่นตัวแบบผ่อนคลาย” นั่นก็คือ มีการคุกคาม กดดันน้อยและมีความท้าทายน่าสนใจสูง
12. สมองแต่ละสมอง มีลักษณะเฉพาะโครงสร้างเปลี่ยนไปได้จากการเรียนรู้ของสมองเอง 12. ใช้ยุทธศาสตร์การสอน แบบของสมองหลายเหลี่ยม (Multifaceted) เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนและให้ผู้เรียนได้แสดงออกตามความถนัดของเขาทั้งด้านการฟัง การจินตนาการเป็นภาพการปฏิบัติ และอารมณ์

การจำ (Remembering)
ความเข้าใจ (Understanding)
และการคิด (Thinking)

การ“จำ”เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราต้องรู้จักประมวลเพื่อนำข้อมูลเก่ากลับมาใช้ใหม่อยู่เสมอ ในการปฏิรูปการศึกษาเมื่อเราพูดว่าควรสอนให้เด็กเข้าใจ ให้เด็กคิด ไม่ใช่สอนให้นักเรียนท่องจำ คนบางคนไปตีความสุดโต่งว่าความจำไม่สำคัญอีกต่อไป แต่ความหมายจริงๆ คือ ไม่ควรสอนให้นักเรียนท่องจำแบบหุ่นยนต์ (Rote Memory) หรือสำนวนไทย คือ แบบนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งอาจจะจำเป็นคำๆ เป็นส่วนๆ ได้ โดยไม่ได้เข้าใจความหมาย แต่ควรสอนให้นักเรียนจำและรู้จักเลือกแบบเชื่อมโยงกับข้อมูลที่จะนำไปใช้ประมวลผลเพื่อเข้าใจ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ต่อไป

การจำสัมพันธ์กับการเข้าใจและการเรียน ถ้าเราเข้าใจบางสิ่งบางอย่าง เรามักจะจำสิ่งนั้นได้ดีกว่าสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ความเข้าใจทำให้เรารู้ว่า เราจะจัดเก็บข้อมูลแบบแยกประเภทไว้ในคลังสมองความจำระยะยาวของเราได้อย่างไร ถ้าเราจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็สามารถดึงมันกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เราเรียนรู้ข้อมูลใหม่ถ้าเราสามารถดึงข้อมูลเก่าในคลังสมองความจำระยะยาวของเราและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล 2 ชุดนี้เข้าด้วยกัน ก็จะทำให้เราเข้าใจข้อมูลใหม่ได้ดีขึ้น โดยวิธีนี้นี่เอง ความจำก็เป็นเครื่องช่วยความเข้าใจของเรา ถ้าเราเปรียบเทียบส่วนความจำระยะยาวในสมองของเราเท่ากับเครือข่ายของความสัมพันธ์เชื่อมต่อกัน (Network Of Connections) สิ่งที่เรากำลังทำก็คือ การสร้างการเชื่อมต่อกัน ระหว่างสิ่งที่เรารู้แล้วและสิ่งที่เรากำลังพยายามที่จะเรียนรู้นั่นเอง

สรุปปัจจัยที่มีผลต่อสมอง

สมองเจริญเติบโต (ฉลาด)(โดยเฉพาะก่อนวัยรุ่น) สมองไม่พัฒนา(เป็นได้ทุกวัย)
การได้ทำกิจกรรมกลุ่ม, ที่ปฏิสัมพันธ์กับสังคม
  • ได้ทำงาน/เรียนในสิ่งที่ชอบ
  • ได้เล่นการละเล่นต่างๆ / เล่นกับเพื่อนๆ
  • การได้ฟังการเล่านิทาน
  • การได้ทำกิจกรรมศิลปะ ดนตรี กีฬา ออกกำลังกาย ร้องเพลง
  • ตามความถนัด และอิสระ ไม่ถูกบังคับ
  • ได้รับคำชมเชยเสมอ
  • มองภาพตนเองบวก
  • เป็นคนยืดหยุ่น ไม่เข้มงวดเกินไป
  • ช่วยเหลือตัวเองตามวัย
  • ได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อ แม่ / ผู้ใกล้ชิด
  • ทัศนศึกษา : สัมผัสกับของจริง
  • รับประทานอาหารครบห้าหมู่
  • ความเครียดนานๆ จากทุกสาเหตุ เช่น
    1. ถูกบังคับให้เรียน/ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
    2. ทำงาน/เรียนหนัก การบ้านมาก ไม่มีเวลาพักผ่อน/ออกกำลังกาย
    3. ถูกดุด่าทุกวัน ฯลฯ
    4. มองคุณค่าตัวเองต่ำ
    5. วิตกกังวล ทุกข์นานๆ
    6. ความกลัว โกรธนานๆ
    7. เข้มงวดเกินไป ฯลฯ
    สมองไม่ถูกใช้หรือกระตุ้น

    เอกสารอ้างอิง

    1. White house conference : Early childhood development : what new research on the brain. http://www.exnet.iastate.edu/pages/families/nncc/wh/whconf.html
    2. Neuroscience for brood http:faculty. Washington. Edu/chudler/cells.html
    3. Marilee spenger (1999) Learning and memory the brain in acting, ASCD, Virginia
    4. USA [E-mail : msprenge@aol.com

    พหุปัญญาทั้ง 9 ด้านของ Howard Gardner

    พหุปัญญาของ Howard Gardner ปัญญาทั้ง 9 ด้านมีอยู่ในเราทุกคน แต่คนเราจะมีด้านที่เด่นบางด้าน ในขณะที่บางด้านด้อยกว่า แต่สามารถพัฒนาได้ดั่งเช่นที่ทฤษฏีการเรียนรู้ของ Howard Gardner เสนอให้พัฒนาปัญญาทั้ง 9 ด้าน สรุปแล้ว Multiple Intelligence แรกเริ่มโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ คิดไว้ 7 ด้านด้วยกัน ได้แก่

    1. ความฉลาดทางด้านภาษา (Linguistic Intelligence) ความสามารถในการเข้าใจความหมายและการใช้ ภาษา การพูดและการเขียน การเรียนรู้ภาษา การใช้ภาษาสื่อสารให้ได้ผลตามเป้าหมาย สื่ออารมณ์ความรู้สึกให้คนอื่นเข้าใจได้ดี เช่น กวี นักพูด นักกฎหมาย นักเขียน
    2. ความฉลาดทางด้านตรรกะ (Logical - mathematic Intelligence) ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ และเรื่องของเหตุผล คิดวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์
    3. ความฉลาดทางด้านดนตรี (Musical Intelligence) ความสามารถในการเข้าใจและสร้างสรรค์ดนตรี เข้าใจจังหวะ เช่น นักแต่งเพลง นักดนตรี นักเต้น
    4. ความฉลาดทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)ความสามารถในการสร้างภาพในจินตนาการ และนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน เช่นจิตรกร ประติมากร สถาปนิก ดีไซเนอร์
    5. ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily - kinesthetic Intelligence) ความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ เช่น นักเต้น นักกีฬา นักแสดง
    6. ความฉลาดในการเป็นผู้นำ (Interpersonal Intelligence) ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น สามารถจูงใจผู้อื่น เช่น นักการเมือง ผู้นำทางศาสนา ครู นักการศึกษา นักขาย นักโฆษณา
    7. ความฉลาดภายในตน (Intrapersonal Intelligence) ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจความรู้สึกภายในของผู้อื่น เช่น นักเขียน ผู้ให้คำปรึกษา จิตแพทย์ ต่อมาการ์ดเนอร์ ได้เพิ่มความฉลาดอีก 2 ด้านตามลำดับคือ
    8. ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) ความสามารถในการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืช สัตว์ ธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม
    9. ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential Intelligence)
    ชอบคิด สงสัยใคร่รู้ ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ชีวิตหลังความตาย เรื่องเหนือจริง มิติลี้ลับ เช่น นักคิด อามิ อริสโตเติล ขงจื้อ ไอน์สไตน์ พลาโต โสเครติส ฯลฯ นอกจากนั้น การ์ดเนอร์เคยคิดจะนำความฉลาดทางด้านคุณธรรมจริยธรรม (Moral Intelligence) เพิ่มเข้าไปด้วยแต่ต้องรอการพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์ให้แน่ชัดก่อน

    การ์ดเนอร์กล่าวว่า ความฉลาดหรือสติปัญญาทำให้คนเราเป็นมนุษย์ พูดได้ เราทุกคนต่างมีความฉลาด แม้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ก็สามารถยืดหยุ่นและพัฒนาได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม เขาแนะนำว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้หลากหลายเพื่อสังเกตดูว่าอะไรคือ สิ่งที่เด็กชอบหรือถนัดทำได้ดี แล้วจะรู้ว่าลูกหลานหรือนักเรียนของเราแต่ละคนมีความฉลาดทางด้านใด

    การ์ดเนอร์กล่าวอีกว่า ความฉลาดไม่ได้มีด้านเดียว และบางครั้งใช้ความสามรถหลายๆ ด้านในเวลาเดียวกันแม้ทฤษฏี ML ของเขาจะไม่ได้รับการยอมรับในทันทีทันใด แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก จากนักการศึกษาและครู ผู้บริหาร จำนวนไม่น้อยนำ ML ไปใช้แก้ปัญหาในระบบการศึกษาในโรงเรียน โรงเรียนจำนวนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

    เหนือนำไปเป็นหลักในการวางหลักสูตร วางแผนการเรียนการสอน และกิจกรรมอื่นๆสำหรับเด็ก มีการใช้ทฤษฏี ML กับการเรียนหลากหลายระดับชั้น ทั้งในเด็กเล็ก เด็กปฐมวัยเด็กโต และแม้แต่การศึกษาของผู้ใหญ่ การ์ดเนอร์บอกว่า “Multiple Intelligence จะทำให้เกิดการเรียนการสอนที่หลากหลาย แทนที่จะเป็นแบบเดียว (แบบในโรงเรียนทั่วไป) มีหลากหลายวิธีที่เด็กนักเรียนจะคิดและเรียนรู้ ครูเพียงแต่มีกรอบคอนเซปต์คร่าวๆ ในการจัดการเรียนการสอน”

    แม้โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์จะออกตัวว่าทฤษฏี Multiple Intelligence ของเขาไม่ใช่คำตอบของการศึกษาทั้งหมด แต่เขาเอ่ยคำที่น่าคิดว่า “Character is more important than intellect”

    ทฤษฏีพหุปัญญา (Multiple Intelligence)

    1. ความสามารถด้านภาษา

    2. ความสามารถทางด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์

    3. ความสามารถด้านภาพมิติสัมพันธ์

    4. ความสามารถด้านร่างกายและความเคลื่อนไหว

    5. ความสามารถด้านดนตรี

    6. ความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์

    7. ความสามารถในการเข้าใจตนเอง

    8. ความสามารถในด้านความเข้าใจสภาพแวดล้อม

    BACK TO TOP